Pondering a bit before you think of buying a home.

เมื่อกล่าวถึงปัจจัย 4 สิ่งที่หลายคนไขว่คว้ากว่าจะได้มายากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น ที่อยู่อาศัย เนื่องจากมีราคาแพงที่สุดบางคนต้องใช้เวลาครึ่งชีวิตกว่าจะมีบ้านเป็นของตัวเอง แน่นอนเมื่อเป็นสิ่งที่ไม่ได้มากันง่ายๆและไม่ได้ซื้อขายกันได้บ่อยๆ ดังนั้นการเลือกและการตัดสินใจซื้อบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่ปรารถนาอยากจะมีบ้านเป็นคนตัวเอง บางคนขาดประสบการณ์ในซื้อขายบ้าน การเลือกและตัดสินใจจึงเกิดขึ้นตามแรงจูงใจและการโฆษณาของผู้พัฒนาอสังหาฯเป็นส่วนใหญ่ จนลืมความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง หรือเกินขอบเขตการเงินที่สามารถรับผิดชอบได้จริง จึงเกิดปัญหาขึ้นมากมายหลังการซื้อขายเสร็จสิ้นไปแล้ว อาทิเช่น การเดินทางลำบาก , ชำระเงินสินเชื่อไม่ไหว เป็นต้น

ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน จึงควรพิจารณาไตร่ตรองรายละเอียดข้อมูลอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอน ดังนี้

1. ไตร่ตรองความพร้อมก่อนคิดจะซื้อบ้าน

ควรประเมินกำลังซื้อของตนเองก่อน โดยพิจารณาปัจจัย 3 ประการดังนี้ คือ เงินออม , เงินกู้ยืม และเงินรายได้ ซึ่งก่อนจะซื้อบ้าน คุณควรมีเงินออมอย่างน้อย 10-20% เพื่อเป็นเงินก้อนสำหรับการจ่ายเงินดาวน์ครั้งแรก แต่หากไม่ได้เตรียมไว้ในสัดส่วนดังกล่าว คือไม่มีเงินออมสำรองไว้เลย จะทำให้คุณมีภาระเงินกู้ที่หนักขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงแต่เงินต้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นรายวันอีกด้วย

2. คิดความต้องการพื้นฐานจากบ้านที่คุณต้องการ

ประเมินความต้องการพื้นฐานของตัวคุณและครอบครัว เช่น จำนวนสมาชิก จำนวนห้องนอน จำนวนที่จอดรถ ระยะทางในการเดินทางของคุณและคนในครอบตรัว เป็นต้น ซึ่งการประเมินนี้ต้องรวมถึงการวางแผนครอบครัวในอนาคตของคุณด้วย เช่น การมีบุตร การรับบุพการีมาอยู่ด้วย เป็นต้น

3. ค้นหาบ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการ และกำลังซื้อของคุณ

เมื่อผ่าน 2 ข้อข้างต้นมาแล้วทีนี้ก็ถึงจุดที่อาจทำให้คุณต้องปวดหัว กับปัญหาซ้ำซากที่ทุกคนเจอ ไม่ว่าจะเป็นทำเลถูกใจราคาสูงไป ราคาถูกแต่เดินทางไกล มือสองทำไมแพงกว่ามือหนึ่ง เป็นคำถามวนเวียนเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งคุณควรใช้วิธีการให้คะแนนความสำคัญในเป็น Checklist ที่ได้มาจาก 2 ข้อข้างต้น แล้วให้คะแนนบ้านแต่ละหลังที่คุณกำลังพิจารณา จะทำให้คุณเห็นภาพความคุ้มค่าจากบ้านแต่ละหลังชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทางบ้านคุ้มค่าช่วยยกตัวอย่าง Checklist ในการพิจารณาให้คะแนนดังนี้

  • ราคาอยู่ในงบประมาณที่ประเมินไว้
  • จำนวนชั้น ห้องนอน ห้องน้ำ หรือสเปคอื่นตรงตามความต้องการ
  • ความสะดวกสบายด้านการเดินทาง และเส้นทางคมนาคม
  • ใกล้พื้นที่ให้บริการสาธารณะ หรือสถานีที่สำคัญต่างๆ
  • พื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ หรือมลภาวะ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ
  • การบริหารส่วนกลาง และค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปี
  • สิ่งอำนวยความสะดวกทั่วไป
  • เปรียบเทียบราคากับตัวบ้านและวัสดุที่ใช้

4. ต่อรองราคาก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์อันสูงสุด

ควรพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ แล้วทำการเจรจาต่อรองกับผู้ขายโครงการ หรือผู้ถือครองเดิม (กรณีเป็นบ้านมือสอง) เมื่อพบบ้านที่ถูกใจแล้วควรพยายามต่อรองราคาซื้อขายก่อนเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์อันสูงสุด คุ้มค่ากับการซื้อขายและประหยัดงบประมาณให้ได้มากทีสุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ขายจะตั้งราคาขายเผื่อการต่อรองไว้อยู่แล้ว หากมีคนสนใจที่จะซื้อจริงๆ โดยอาจมีเหตุผลหลายประการในการต่อรอง เช่น ราคาตลาดในย่านใกล้เคียง สภาพของบ้านที่จะซื้อ ข้อเสียที่เห็นได้อย่างชัดเจนของบ้าน เป็นต้น

5. เลือกผู้ให้สินเชื่อ/ธนาคาร ที่เหมาะสมและได้ผลประโยชน์อันสูงสุด (กรณีไม่ได้ซื้อขายด้วยเงินสด)

ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นกับผู้ซื้อหลายๆคนคือ มุ่งตรงไปที่ธนาคารที่ปล่อยดอกเบี้ยต่ำที่สุด! แต่อย่าลืมว่า การกู้ซื้อบ้านเป็นการกู้ระยะยาว ดังนั้นไม่ควรมองแค่ดอกเบี้ยในระยะ 1-3 ปีเท่านั้น แต่ให้มองไปถึงระยะยาวว่าธนาคารกำหนดไว้อย่างไร (สินเชื่อส่วนใหญ่มักกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำในช่วง 1-3 ปีแรกเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่ส่วนใหญ่แล้ว สินเชื่อเหล่านี้เมื่อนำมาคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย มักจะสูงกว่าสินเชื่อทั่วไป) นอกจากนี้ควรพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆควบคู่ไปด้วย เช่น ระยะเวลาการกู้, เงื่อนไขต่างๆ, ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอืนๆ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ตัวผู้กู้เอง

นอกจากนี้หากคุณซื้อโครงการใหม่จากผู้ประกอบการ ลองสอบถามพนักงานขายว่าโครงการมีโปรโมชั่นกับธนาคารใดบ้าง เพื่อสิทธิรับดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ อีกทั้งการทำสินเชื่อร่วมกับการทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อจะทำให้ได้ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับการไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ


ที่มา http://www.reic.or.th/

Image gallery